'วิกฤตยูเครน' บังคับให้ 'รัสเซียจับมือกับจีน'และ 'เปลี่ยนแปลงยูเรเชีย'



ปักกิ่ง – มันยังไม่ได้เกิดขึ้นมาในตอนนี้หรอก ทว่ามีความคาดหมายกันอย่างมากมายมหึมาเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เป็นที่คาดการณ์กันว่าจากการที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เดินทางไปเยือนจีนในเดือนพฤษภาคมนี้ จะบังเกิดการปรับตัวเปลี่ยนแปลงในทางยุทธศาสตร์และในทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่โตมโหฬารอย่างแน่นอน

       หลังจากที่เปิดการพูดจาหารือกันอย่างไร้ผลเป็นจริงเป็นจังอะไรมาหลายสิบปี เวลานี้มอสโกกับปักกิ่งดูเหมือนพรักพร้อมแล้วที่จะลงนามกันในข้อตกลงอันกว้างขวางและครอบคลุม ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นจีนนำเม็ดเงินจำนวนนับพันๆ หมื่นๆ ล้านดอลลาร์เข้าไปลงทุนในรัสเซีย ในเวลาเดียวกันแดนหมีขาวก็จะขายทรัพยากรต่างๆ เป็นปริมาณมหาศาลให้แก่แดนมังกร ผู้สื่อข่าวคนนี้ (ฟรานเชสโก ซิสซี) ได้เห็นตั้งแต่ตอนที่ประเทศทั้งสองลงนามในข้อตกลงริเริ่มเช่นนี้ครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน คราวที่ บอริส เยลตซิน เป็นประธานาธิบดีของรัสเซีย ส่วนประธานาธิบดีจีนคือ เจียง เจ๋อหมิน ทว่าหลังจากนั้นแล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรเกิดขึ้นนัก อย่างไรก็ตาม ในคราวนี้สิ่งต่างๆ ดูเหมือนจะเป็นจริงเป็นจังได้เสียที

       ในอดีตที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายประสบความล้มเหลวไม่สามารถตกลงกันขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับรายละเอียดของข้อตกลงเช่นนี้ พวกเขาดูมีความเห็นแตกต่างกันมากมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นราคาค่าแก๊ส, เส้นทางของแนวท่อส่ง, กรรมสิทธิ์ในทรัพยากรขณะที่ยังอยู่ในรัสเซีย, และเครือข่ายการจำหน่ายจ่ายแก๊สในประเทศจีน ตอนนี้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ทั้งหมดได้รับการแก้ไขคลี่คลายแล้ว (หรืออย่างน้อยก็มีท่าทีว่าเป็นเช่นนั้น) เพราะว่ารัสเซียได้เกิดเปลี่ยนใจอย่างฉับพลัน สืบเนื่องจากวิกฤตยูเครนที่กำลังร้อนระอุอยู่ในขณะนี้

       สำหรับรัสเซียแล้ว ภัยคุกคามอันสำคัญที่สุดที่เป็นผลมาจากวิกฤตดังกล่าว ได้แก่การที่ยุโรปจะไม่ซื้อแก๊สธรรมชาติและน้ำมันของแดนหมีขาว หรืออย่างน้อยที่สุดจะลดการซื้อลงมา ปัจจุบันราคาน้ำมันยืนอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ทั้งๆ ที่มีข้อเท็จจริงอยู่ว่า พวกประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายอื่นๆ ต่างกำลังปล่อยซัปพลายออกมาในระดับต่ำหรือลดน้อยลงกว่าเดิม

       เป็นต้นว่า ลิเบียกำลังผลิตน้ำมันได้เพียงแค่ส่วนเสี้ยวของศักยภาพของตน การค้าน้ำมันของอิหร่านยังคงติดขัดในเรื่องถูกมาตรการลงโทษคว่ำบาตร อิรักก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวและยังคงปล่อยซัปพลายออกมาไม่ถึงระดับที่เคยทำได้ในสมัยก่อนสงคราม ขณะที่น้ำมันของแอลจีเรียกำลังเหือดแห้งลงทุกขณะ ทั้งหมดเหล่านี้เมื่อบวกกับการที่รัสเซียข่มขู่ว่าจะไม่ขายแก๊สให้แก่ยูเครน (ประเทศซึ่งถูกกล่าวหาว่าโจรกรรมแก๊สและน้ำมันที่ส่งจากรัสเซียผ่านไปประเทศอื่นๆ ในยุโรปมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว) ควรที่จะดันราคาน้ำมันให้พุ่งพรวดปรู๊ดปร๊าดทีเดียว

       ทว่าสิ่งนี้กลับไม่บังเกิดขึ้น เนื่องจากว่าในเวลานี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกำลังทำให้สหรัฐฯสามารถนำเอาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติจากชั้นหินดินดาน (shale oil and gas) ของตนที่มีอยู่อย่างมหาศาลออกมาใช้ได้ สต็อกน้ำมันและแก๊สเหล่านี้มีปริมาณมากมายจนกระทั่งหยุดยั้งแผนการต่างๆ ก่อนหน้านี้ของฝ่ายอเมริกัน ที่จะเน้นให้การอุดหนุนเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อช่วยเพิ่มซัปพลายพลังงานของตนจาก “แหล่งพลังงานสีเขียว” ทั้งหลาย เวลานี้และอนาคตอันยาวไกลต่อไปอีกหลายสิบปี ปัญหาต่างๆ ในเรื่องซัปพลายน้ำมัน กลับกลายเป็นเรื่องที่จะสร้างความเจ็บปวดเสียหายให้แก่พวกชาติผู้ผลิต ยิ่งกว่าพวกผู้บริโภคชาวตะวันตก ซึ่งมาถึงตอนนี้จะสามารถเข้าถึงแหล่งเก็บกักสำรองของอเมริกันได้ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้การเสาะแสวงหาลูกค้ารายอื่นๆ มาเป็นทางเลือกใหม่นอกเหนือจากการมุ่งขายให้ยุโรป กลายเป็นประเด็นระดับความเป็นความตายสำหรับรัสเซียทีเดียว ยุโรปอาจจะบาดเจ็บระดับหนึ่งถ้าหากปราศจากน้ำมันและแก๊สรัสเซีย ทว่าเศรษฐกิจรัสเซียต่างหากที่อาจจะถึงขั้นแหลกลาญอย่างง่ายดายหากไม่สามารถขายน้ำมันและแก๊สให้ยุโรปได้

       ในเวลานี้เช่นกัน ดูเหมือนจีนจะสามารถตอบสนองความต้องการใช้พลังงานของตนเองได้ถึงราว 30% ทีเดียวด้วยการขอพึ่งพาอาศัยรัสเซีย ซึ่งก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 กว่าๆ ของน้ำมันและแก๊สที่รัสเซียผลิตได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะบรรเทาผลกระทบอย่างน้อยก็บางส่วนจากการที่ยุโรปจะไม่ซื้อน้ำมันและแก๊สรัสเซีย และขณะเดียวกันก็จะก่อให้เกิดมิติใหม่ในสายสัมพันธ์ของชาติต่างๆ ตลอดทั่วทั้งแผ่นผืนทวีปยูเรเชีย (Eurasian continent) รัสเซียสามารถที่จะใช้ยุโรปมาเป็นหมากต่อรองกับจีน และใช้จีนมาเป็นหมากต่อรองกับยุโรป ปักกิ่งนั้นทราบเรื่องนี้ดี และเป็นเรื่องน่าสนใจมากที่จะขบคิดพิจารณาว่า ทำไมจีนจึงมีความยินดีที่จะถูกใช้เป็นหมาก และช่วยเหลือรัสเซียด้วยวิธีเช่นนี้

       เวลานี้จีนกำลังติดตรึงอยู่กับการใช้ถ่านหิน (ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ทั้งก่อให้เกิดมลพิษอย่างร้ายแรงสุดๆ และทั้งยากลำบากแก่การขนส่ง) และพลังงานนำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง มันย่อมเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีแน่ๆ ที่จะปรับเปลี่ยนแก้ไขสถานการณ์เช่นนี้อย่างน้อยที่สุดก็บางส่วน นอกจากนั้น จีนอาจจะต้องการการรับรองด้วยไมตรีจิตจากรัสเซีย ในการที่ตนเองจะเคลื่อนเข้าไปยังเอเชียกลาง ในขณะที่พรมแดนทางทะเลด้านตะวันออกตลอดจนเส้นทางเดินเรือทะเลทั้งหลายของตน จะประสบปัญหายากลำบากในการบริหารจัดการ สืบเนื่องจากความเป็นปรปักษ์ใหม่ๆ ที่ปักกิ่งก่อขึ้นกับพวกชาติเพื่อนบ้านมากหน้าหลายตาในพื้นที่แถบนี้ ดังนั้น เอเชียกลาง หรือ รัสเซีย จะสามารถกลายเป็นเส้นทางอันเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้แดนมังกรสามารถหลบหลีกจากการถูกจำกัดปิดล้อมได้

       ถ้าหากไม่เกิดวิกฤตยูเครนขึ้นมา มอสโกอาจจะต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่านี้กว่าที่จะทำข้อตกลงกับปักกิ่งได้ หรือไม่ก็อาจจะถึงขั้นลงเอยกันไม่ได้เอาเลย และกระทั่งสมมุติว่าสามารถทำดีลกันได้ เงื่อนไขต่างๆ ก็น่าที่จะเป็นประโยชน์สำหรับฝ่ายจีนน้อยกว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลานี้ ในทางเป็นจริงแล้ว ดังที่อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐฯ ได้เคยสังเกตเห็นมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 กล่าวคือ การที่จะสามารถยึดฉวยความเป็นไปได้ในทางยุทธศาสตร์ของยูเรเชียให้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้น จำเป็นที่จะต้องพิจารณายูเรเชียทั้งหมดอย่างเป็นองค์รวม ในเวลานั้น ด้วยความรู้ความเข้าใจหลักภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคยูเรเชีย นิกสันจึงได้ใช้จีนมาเป็นหมากต่อรองกับรัสเซีย มาถึงเวลานี้ รัสเซียซึ่งกำลังรู้สึกถูกบีบคั้นจากยุโรป ส่วนจีนก็กำลังอึดอัดกับแผนการ “ปักหมุด” ในเอเชียของสหรัฐฯ พวกเขาจึงกำลังนำเอาหลักความคิดของนิกสัน มาใช่เล่นงานอเมริกา ผู้ซึ่งกำลังพิจารณายุโรปและเอเชียแบบแยกส่วนกัน พิจารณากันโดยองค์รวมแล้ว ปูติน กับ สี จิ้นผิง น่าที่จะเป็นลูกศิษย์ที่ดีของนิกสัน มากกว่าที่พวกอเมริกันเป็น

       กระนั้นก็ตาม บางทีสิ่งต่างๆ อาจจะไม่ได้พัฒนาคลี่คลายอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ระหว่างที่เขาเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เมื่อเร็วๆ นี้ น่าสังเกตว่าประธานาธิบดีบารัค โอบามา พยายามเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องขบคิดทบทวนเรื่องการปักหมุดในเอเชียกันใหม่ นอกจากนั้นเขายังส่งสัญญาณอันสำคัญมากในประเด็นการพิพาทโต้แย้งกันอย่างดุเดือดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะเซงกากุ/เตี้ยวอี๋ว์ กล่าวคือเขาไม่ได้ประกาศว่าอเมริกาเข้าข้างใครในเรื่องกรรมสิทธิ์นี้ และดังนั้นในทางพฤตินัยจึงเท่ากับแสดงความสนับสนุนความคิดที่ว่า เรื่องนี้ยังถือเป็นกรณีพิพาทที่ยังไม่ลงตัว

       ทั้งนี้เท่าที่ผ่านมา ญี่ปุ่นปฏิเสธเรื่อยมาว่าหมู่เกาะแห่งนี้ไม่ได้เป็นกรณีพิพาทแต่อย่างใด หากแต่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนอย่างชัดเจน ยิ่งกว่านั้น เมื่อเขาอยู่ในเกาหลีใต้ (ประเทศซึ่งแสดงการหนุนหลังจีนตลอดมาในประเด็นเรื่องเซงกากุ/เตี้ยวอี๋ว์) โอบามาได้แสดงท่าทีส่งเสริมสนับสนุนโซลให้พัฒนาสายสัมพันธ์อันดีกับปักกิ่ง ไม่ว่าในกรณีญี่ปุ่นหรือกรณีเกาหลีใต้ ประธานาธิบดีอเมริกันผู้นี้ไม่ได้แสดงนัยแต่อย่างใดว่า กำลังถอยห่างจากประวัติศาสตร์แห่งความสัมพันธ์ที่มีกับประเทศทั้งสอง ทว่าก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่า วอชิงตันกำลังพยายามที่จะเอาใจใส่กับความละเอียดอ่อนทางการเมืองมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

       เรื่องนี้เมื่อบวกกับการที่รัสเซียกับจีนน่าจะทำข้อตกลงด้านพลังงานกันได้อย่างไม่คาดหมายสืบเนื่องจากวิกฤตยูเครน ทำให้เราต้องเกิดความคิดขึ้นมาว่า หรือว่าสหรัฐฯเองก็อาจจะต้องการเริ่มต้นขบคิดพิจารณายุทธศาสตร์ปักหมุดในเอเชียของตน ด้วยมุมมองในแบบมองภาพรวมทั่วโลก ไม่ใช่มุมมองแง่ระดับภูมิภาคอย่างเดิม จีนนั้นเป็นเพลเยอร์ระดับโลกรายหนึ่ง และอิทธิพลของแดนมังกรก็ดูมีแต่จะเพิ่มขึ้นๆ ในระยะหลายๆ ปีจากนี้ไป ด้วยเหตุนี้ จึงอาจจะเป็นเรื่องไร้เดียงสาเกินไปหน่อยที่จะคิดเห็นไปว่า เราสามารถที่จะรับมือกับจีนได้โดยที่ไม่ต้องขบคิดพิจารณาพร้อมๆ กันไปด้วย ในเรื่องดุลอำนาจในยุโรป หรือในตะวันออกกลาง หรือเกี่ยวกับรัสเซีย

       อันที่จริง ทั้งๆ ที่จีนยังไม่ค่อยได้แสดงบทบาทในตะวันออกกลางอย่างกระตือรือร้นเต็มที่ แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะกระตุ้นให้อิสราเอลต้องหาทางต่อสายกับจีน ถึงแม้จีนได้แสดงการสนับสนุนพวกประเทศอาหรับและอิหร่านอย่างเป็นทางการมาอย่างยาวนานแล้ว ส่วนในยุโรป เยอรมนีก็ใส่ใจมานานนมทีเดียวที่จะเพิ่มขยายความผูกพันทางเศรษฐกิจและทางการพาณิชย์กับจีน ถึงแม้ยังไม่รวมถึงการต่อโยงกันในทางการเมืองก็ตามที จีนนั้นทราบดีว่าเพลเยอร์อย่างอิสราเอล และอย่างเยอรมนี/ยุโรป มีบทบาทอยู่ในเกมของฝ่ายอเมริกัน ถึงแม้เวลานี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าอเมริกาจะนำเอาพวกเขาเหล่านี้มาคำนวณด้วยหรือไม่ ในการทบทวนปรับสูตรเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ปักหมุดในเอเชียของตนเสียใหม่

       แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ยูเรเชียก็กำลังเริ่มต้นระยะใหม่ในทางการเมืองขึ้นมาแล้ว โดยที่อยู่ภายใต้อิทธิพลหลักความคิดของนิกสันอีกคำรบหนึ่ง

ฟรานเชสโก ซิสซี เป็นคอลัมนิสต์ให้เอเชียไทมส์ออนไลน์ และสื่ออื่นๆ สามารถติดต่อเขาทางอีเมลได้ที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

โดย ฟรานเชสโก ซิสซี

6 พฤษภาคม 2557

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ออนไลน์ www.atimes.com)
       
       Ukraine crisis forces Eurasian evolution
       By Francesco Sisci 
       30/04/2014
JoomSpirit