ปัญหาหนักอกแห่งภาคการเงิน

 

โดย ฮอสเซน อัสการี

 20 เมษายน 2557 

 

The finance millstone 
       By Hossein Askari 

       17/04/2014   เงิน – กินได้หรือ เงิน – แทนเชื้อเพลิงขับเคลื่อนรถได้หรือ เงิน – ทำการผ่าตัดให้เราได้หรือ เงิน – สอนหนังสือเราได้หรือ คำตอบคือ “ไม่ได้” อย่างแน่นอน เงินไม่อาจทำหน้าที่เหล่านี้ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุเพื่อการบริโภค หรือบริการเพื่อการดำรงชีวิต เงินจะมีคุณค่าขึ้นมาก็ต่อเมื่อเงินไปจับคู่อยู่กับภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง
       
       กล่าวอย่างง่ายๆ ได้ว่าหน้าที่อันสำคัญยิ่งยวดของภาคการเงินที่ทรงประสิทธิภาพ คือการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงในการผลิตสินค้าและบริการอันเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ภาคธุรกิจ ชาวต่างประเทศ และรัฐบาลทั้งปวง
       
       ในด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมการเงินได้พัฒนาเครื่องมือทางการเงินขึ้นต่างๆ นานา (โดยจะมีความแตกต่างในแง่ของอัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยง และในแง่ของสภาพคล่อง) เครื่องมือทางการเงินเหล่านี้จะเสนอสิ่งจูงใจสารพัดอย่างทีจะดึงดูดเงินของผู้ออม ในอีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมการเงินจะประเมินโอกาสทางการลงทุนและโครงการ (เพื่อการลงทุนที่แท้จริง) ซึ่งเป็นงานยากหากนักลงทุนรายบุคคลจะทำการประเมินเอง แล้วจึงตัดสินใจนำเงินออมที่ระดมมาได้ ไปลงทุนในสิ่งที่ให้อัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยงดีที่สุด ผลก็คือ การทวีตัวของการลงทุนซึ่งให้ผลตอบแทนสูง จะสร้างงาน พร้อมกับอัดฉีดพลังให้แก่การเติบโตทางเศรษฐกิจ
       
       ดังนั้น เงินจึงทำหน้าที่การเป็น “ตัวกลาง”ที่สำคัญยิ่งยวด เพราะคนฝั่งที่ออมมักจะไม่ใช่คนฝั่งที่ลงทุน (อันได้แก่การจัดตั้งและดำเนินธุรกิจเพื่อผลิตสินค้าและบริการ) ภายในระบบเศรษฐกิจการตลาดของทุนนิยม ในการนี้ จะเป็นที่คาดหวังกันว่าภาคการเงินนั้นได้รับรางวัลจากการทำหน้าที่ตัวกลางอันสำคัญใหญ่หลวงนี้
       
       หากคุณผู้อ่านเชื่อในบทบาทดังกล่าวของเงิน คุณย่อมจะคาดหวังว่า ในประเทศที่อุตสาหกรรมการเงินสามารถเติบใหญ่ขยายตัว ประเทศนั้นควรจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง กล่าวก็คือ หากอุตสาหกรรมการเงินได้รับรางวัลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากคุณูปการที่กระทำไป อุตสาหกรรมการเงินนั้นๆ ก็ย่อมจะต้องสร้างคุณูปการเพิ่มมากขึ้นให้แก่การเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง เพื่อจะได้รับส่วนแบ่งตอบแทนกลับมา นั่นคือสิ่งที่ควรจะเป็น
       
       อย่างไรก็ตาม สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกามิได้เป็นดั่งนั้น ในช่วงประมาณเศษหนึ่งส่วนสี่ของศตวรรษ คือจากปี 1980 - 2007 ขณะที่กำไรของภาคการเงินเติบโตขึ้นหนึ่งเท่าตัว และสัดส่วนของภาคการเงินในจีดีพีรวมของประเทศพุ่งขึ้นราว 65% แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริงต่อบุคคล อยู่ที่ระดับเฉลี่ยประมาณ 2% ต่อปี
       
       กระนั้นก็ตาม นั่นยังไม่ใช่ปรากฏการณ์ทั้งหมด หลังจากช่วงเวลาดังกล่าว สหรัฐฯ ประสบวิกฤตการล่มสลายของระบบการเงินในปี 2007-2008 ซึ่งส่งผลสืบเนื่องเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยร้ายแรงที่สุดนับจากยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1930 สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อมาในปัจจุบัน อีกทั้งจะทำให้เกิดการหดตัวด้านราคาอย่างใหญ่หลวงในอีกหลายๆ ปีข้างหน้า นอกจากนั้น จะต้องไม่ลืมว่าความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจนี้ได้กระจายตัวไปเล่นงานคนอเมริกันระดับเฉลี่ยอย่างมากมายเกินสัดส่วนที่ควรเป็น คือราว 95% หรืออาจจะถึง 99% หนำซ้ำยังกระทบไปเป็นความทุกข์ยากทางความรู้สึกในครัวเรือนต่างๆ ด้วย
       
       ในวิกฤตทั้งปวง สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอคือ ผู้สูญเสียจำนวนมหาศาล (อาทิ ผู้ที่กินเงินบำนาญ ผู้ที่มีรายได้ต่ำ และเจ้าหนี้) กับ ผู้ที่ได้รับประโยชน์ซึ่งมีจำนวนน้อยนิด (อาทิ อุตสาหกรรมการเงิน อภิมหาเศรษฐี และลูกหนี้) ขณะที่ธนาคารกลางแห่งสหรัฐฯ พยายามจะฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำติดก้นเหว พวกอภิมหาเศรษฐี (จำนวน 1% และพวกที่อภิอัครมหาเศรษฐกิจสุดๆ จำนวน 0.1%) ก็อีกที่เป็นฝ่ายซึ่งได้รับผลประโยชน์ล้นหลามจากการที่เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจัดๆ ไปช่วยโหมเชื้อเพลิง กระพือความคึกคักให้แก่หุ้นและสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ พร้อมกับนำไปสู่การเสื่อมทรามของการกระจายรายได้และความมั่งคั่งภายในสหรัฐฯ เอง และในประเทศอื่นๆ จำนวนมากมาย
       
       สิ่งที่ยากจะเข้าใจคือ วิกฤตการเงินเฝ้าแต่จะอุบัติขึ้นซ้ำๆ ซ้ำๆ โดยที่เราดูเหมือนว่าจะไม่สามารถทำอะไรกับปัญหาได้ ทำไม“พวกปราดเปรื่อง”ทางการเงินของวอลล์สตรีท (ก็เห็นว่าฉลาดกันนักหนา) ไม่ก้าวออกมานำเสนอทางแก้ปัญหาเพื่อลดความเจ็บปวดที่พวกเขากระทำไว้ต่อคนอื่นๆ ในสหรัฐฯ และในที่ต่างๆ ทั่วโลก
       
       คนพวกนี้จะทำเรื่องดีๆ อย่างนั้นทำไมกันเล่า ในเมื่อพวกเขาไม่เคยต้องตกงาน อีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้เข้ากระเป๋าก้อนโต บวกโบนัสจำนวนมหาศาลได้เรื่อยไม่มีหยุดยั้ง
       
       ถ้าภาคการเงินไม่ทำการกำกับตรวจสอบตนเอง ทำไมรัฐบาลจึงไม่ลงมือทำอะไรล่ะ นี่มันก็เรื่องเก่าเล่าซ้ำๆ กล่าวคือ อุตสาหกรรมการเงินในสหรัฐฯ คือผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในการรณรงค์ของรัฐสภาและของประธานาธิบดี ไม่เป็นการกล่าวเวอร์เกินจริงแต่อย่างใดถ้าจะบอกว่า ในปัจจุบันนี้ อุตสาหกรรมการเงินเป็นเจ้าของนักการเมือง นักการเมืองซึ่งถูกเลือกตั้งให้มาเป็นผู้พิทักษ์เสรีภาพและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของประเทศนั่นเอง
       
       กลับสู่คำถามอีกครั้ง ทำไมวิกฤตการเงินจึงเฝ้าแต่จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และจะมีสิ่งใดที่จะทำไปแล้ว ปัญหาพวกนี้จะยุติเสียที ขอบอกว่าปัญหาเหล่านี้มิต้องใช้ความรู้ลึกล้ำระดับศาสตร์แห่งการสร้างจรวดออกสู่อวกาศ แท้จริงแล้ววิกฤตการเงินที่อุบัติครั้งแล้วครั้งเล่านั้น มีเหตุผลซึ่งใครๆ ก็ทราบดี ในการนี้ ขอนำเสนอไว้ 3 ประการที่ชัดเจนโดดเด่น
       
       สาเหตุประการแรกซึ่งสำคัญที่สุด – สถาบันการเงิน (ธนาคารพาณิชย์, วานิชธนกิจ, และบริษัทประกัน) ดำเนินงานแบบที่แบกความเสี่ยงสูงล้นเกินกว่าที่จะรับผิดชอบได้ เพียงเพื่อจะเพิ่มอัตรากำไร ในการนี้ พวกธนาคารพาณิชย์กล้าเอาเงินฝากไปปล่อยสินเชื่อโดยไม่ได้ทำการวิเคราะห์ที่ดีเพียงพอ ผลก็คือ เกิดปัญหามากมายเมื่อผู้กู้ไม่สามารถรับผิดชอบชำระคืนหนี้และธนาคารตกสู่ฐานะล้มละลาย (หรือกรณีที่ผู้ฝากขอถอนเงิน แต่ธนาคารมีเงินสดไม่เพียงพอ) ถ้าผู้กู้เข้าสู่ภาวะล้มละลายจำนวนมากมายระดับหนึ่ง ธนาคารก็พลอยล้มเพราะการสูญเสียมีปริมาณสูงเกินเงินทุน
       
       ปัญหาดังกล่าวจะลุกลามเป็นปัญหาของทั้งระบบ หากธนาคารที่ล้มนั้นส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารอื่นๆ ตลอดจนสถาบันการเงินอื่นๆ ทั้งนี้ ธนาคารอาจต้องประสบปัญหาทำนองนี้หากไปลงทุนในเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงมากๆ ด้วยเงิน(ทุน)ของธนาคารเอง ทำนองเดียวกัน วานิชธนกิจต่างๆ อีกทั้งบริษัทประกันทั้งหลายก็อาจเข้าสู่ฐานะล้มละลายได้ ถ้าไปลงทุน(ประกัน) มากเกินในเรื่องที่ไม่เกิดกำไรและเจ๊งไปในที่สุด
       
       ดังนั้น ปัญหาที่เกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์มีอยู่ 2 ชั้น พวกนี้สร้างเงินขึ้นมาได้ (ระดมเงินฝาก หรือสร้างหนี้บนหนี้) เพราะสามารถนำเงินฝากส่วนใหญ่ไปปล่อยกู้ (โดยรักษาเงินฝากสัดส่วนเล็กๆ ที่ต้องมีไว้ตามกฎหมายเงินทุนสำรองขั้นต่ำ) และนำเงินฝากไปลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงด้วยเงินทุนของตน
       
       กิจกรรมทั้งสองนี้ล้วนแต่สามารถทำให้ธนาคารล้มละลายได้ ที่ผ่านมา สถานการณ์เข้าขั้นซีเรียส เพราะธนาคารทั้งปวงพากันแบกความเสี่ยงเกินตัวกันทั้งระบบ โดยเมื่อเกิดปัญหาใหญ่โตขึ้น ก็มีการสร้างข้ออ้างว่า “ใหญ่โตเกินกว่าจะปล่อยให้ล้ม” หรือก็คือ รัฐบาลไม่อาจปล่อยให้สถาบันการเงินเหล่านี้ล้มละลายได้ เพราะต้องป้องกันผลกระทบอันร้ายกาจ แต่คำถามคือ ทำไมพวกสถาบันการเงินเหล่านี้จึงถลำลึกเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงสูงเกินความสามารถที่จะรับผิดชอบได้ไหว ทำไมพวกเขาถึงทำอย่างนั้น คำตอบง่ายๆ คือ พวกเขาทำอย่างนั้น เพราะพวกเขารู้ว่าตนเองทำได้

สาเหตุประการที่สอง – ขั้นตอนต่างๆ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินการเพื่อรับมือกับวิกฤตการเงินที่อุบัติซ้ำๆ ซากๆ เพิ่มความซับซ้อนของปัญหา โดยการยืดระยะเวลาของหนี้ระยะสั้น แล้วทำให้แนวโน้มระยะยาวดูน่าหวาดหวั่นมากขึ้น ในการนี้ รัฐบาลจำนวนมากทำการค้ำประกันเงินฝากด้วยต้นทุนที่ถูกมหาศาล เพื่อป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินล้ม ขณะที่ปัญหาการขาดสภาพคล่อง/ความสามารถในการชำระคืน ก็ผุดโผล่ขึ้น ผลที่ตามมาคือ ผู้ฝากเงินก็ไม่ใส่ใจว่าจะนำเงินไปฝากไว้กับสถาบันการเงินที่บริหารด้วยความเสี่ยงสูงมากน้อย หรือเป็นสถาบันการเงินที่มีฐานะง่อนแง่นจวนเจ๊ง หรือมีแนวทางการบริหารดีเลว ขอแค่ให้ได้อัตราผลตอบแทนสูงๆ ก็พอ ในเวลาเดียวกัน สถาบันการเงินก็มีรัฐค้ำประกันเงินฝากด้วยต้นทุนที่ต่ำสุดๆ สถาบันการเงินเหล่านี้จึงย่ามใจที่จะเดินหน้าทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูงมากขึ้น
       
       ยิ่งกว่านั้น การค้ำประกันอย่างที่มีต้นทุนต่ำจัดๆ ด้วยการให้การอุดหนุนอย่างล้นหลาม ได้ไปลดค่าใช้จ่ายของเงินทุนของสถาบันการเงิน และจึงทำให้พวกนี้ทำกำไรได้มากขึ้น มาตรการอย่างนี้ขจัดความกดดันที่สถาบันการเงินแบกรับอยู่ และจึงบริหารจัดการความเสี่ยงได้คล่องแคล่วขึ้น
       
       ภายในแนวทางการรับมือกับปัญหาวิกฤตการเงินแบบนี้ รัฐบาลซึ่งปักธงว่าต้องป้องกันระบบเศรษฐกิจโดยรวม ได้อัดฉีดสภาพคล่องราคาถูกเวอร์จำนวนมโหฬารให้แก่พวกสถาบันการเงินที่ “ใหญ่เกินกว่าจะปล่อยให้ล้ม” แล้วพวกนี้ก็ไปลงทุนที่มีความเสี่ยงสาหัสยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อจะเพิ่มรายได้ โดยมีความมั่นใจล้นเหลือว่าผิดพลาดอย่างไรก็ตาม พวกเขามีภาครัฐคอยโอบอุ้มให้ลอยลำไปได้เรื่อยๆ พร้อมๆ กันนั้นเอง ผู้ที่นำเงินมาให้สถาบันการเงินก็ไม่กริ่งเกรงกับความเสี่ยงใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมั่นใจว่ามีภาครัฐให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือแน่นอน
       
       สิ่งที่เกือบจะเข้าข่ายบรมโง่มีอยู่ว่า เมื่อเกิดความแตกตื่นในตลาดการเงิน รัฐบาลสหรัฐฯ จะยิ่งเสริมแกร่งให้แก่โปรแกรมการอุดหนุนสภาพคล่องล้นเหลือนี้ คือ การขยายปริมาณการค้ำประกันเงินฝาก พร้อมกับทุ่มเม็ดเงินราคาถูกสนิทให้แก่สถาบันการเงินที่จวนจะเจ๊งล้มละลาย บนข้ออ้างว่าเพื่อเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องได้โดยเป็นการช่วยเหลือแค่ระยะเฉพาะหน้า แต่แท้จริงแล้ว มันคือการเพิ่มแรงจูงใจให้อุตสาหกรรมการเงินเดินหน้าทำธุรกิจบนความเสี่ยงสูงเกินตัวไปเรื่อยๆ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งปวงอยู่ในความรับผิดชอบของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงตลอดจนผู้เสียภาษีทั้งปวง
       
       ในการรับมือกับวิกฤตการเงิน รัฐบาลสหรัฐฯ นั้นตระหนักถึงข้อเท็จจริงพื้นๆ ที่ว่า ถ้าสถาบันการเงินมีเงินทุนมากขึ้น (สัดส่วนของทุนต่อสินทรัพย์ที่สูงขึ้น) สถาบันการเงินก็จะมีโอกาสที่จะล้มละลายน้อยลง แต่ปัญหามีอยู่ว่า การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับข้อกำหนดเรื่องสัดส่วนทุนสำรองของสถาบันการเงิน นั้น ไม่เพียงพอ และเมื่อสถาบันการเงินถูกกำหนดให้เพิ่มทุนสำรองต่อสินทรัพย์เสี่ยง สถาบันการเงินก็จะยิ่งถลำลึกมากขึ้นกับการลงทุนความเสี่ยงสูง (เพราะการเพิ่มทุนสำรองจะลดเงินทุนที่จะนำไปแสวงหาผลกำไร) โดยสรุป การกำหนดให้เพิ่มทุนสำรองของสถาบันการเงิน มีส่วนช่วยได้ แต่อาจจะไม่เพียงพอที่จะป้องกันวิกฤต หากไม่นำมาตรการอื่นๆ มาใช้ประกอบกัน
       
       สาเหตุประการที่สาม – ทีละเล็ก ทีละน้อย รัฐบาลสหรัฐฯ ส่งสุนัขจิ้งจอกมาดูแลกรงไก่ ภายในนโยบายผ่อนปรนกฎการเงิน สถาบันการเงินได้รับความไว้วางใจให้กำกับดูแลการบริหารจัดการความเสี่ยงของตนเอง และได้ไฟเขียวให้เติบใหญ่ขึ้นเป็นตลาดการเงินแบบซูเปอร์มาร์เก็ต ให้สามารถเข้าสู่ธุรกิจใหม่ๆ และให้เข้าสู่การดำเนินธุรกรรมที่มีความเสี่ยงแบบใหม่ๆ ได้ ในการนี้ บิดาแห่งระบบทุนนิยมการตลาดอย่าง อดัม สมิธ เองก็ได้บอกไว้ถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ธุรกิจต้องมีกฎ มีการกำกับตรวจสอบ และมีการบังคับใช้กฎระเบียงต่างๆ เพราะหากไม่มี นักธุรกิจอาจมาฉวยโอกาสแสวงประโยชน์จากระบบ
       
       เราจะสามารถเลี่ยงวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ซากๆ ได้หรือไม่ และจะหลีกเลี่ยงความทุกข์ยากที่พวกนักการเงินสร้างขึ้นต่อประชาชนโดยรวมได้หรือไม่ ได้สิ การปฏิรูปขั้นพื้นฐาน 4 ประการจะทำให้เรื่องนี้เป็นจริงได้ แต่นี้เป็นการปฏิรูปที่ต้องมีความมุ่งมั่นทางการเมืองมาช่วย เพราะภาคการเมืองคอยแต่จะให้ท้ายเกื้อหนุนอุตสาหกรรมการเงินอันทรงพลานุภาพไปไม่รู้จบ
       
       ปฏิรูปหมายเลข 1 – ภายในช่วงประมาณ 10 ปีข้างหน้า เราควรจะทยอยเปลี่ยนระบบทุนสำรองของการเงินการธนาคารภาคเอกชนมาเป็นระบบทุนสำรองต่อสินทรัพย์เสี่ยง 100% กล่าวคือ หลังจากผ่านไป 10 ปีข้างหน้า สถาบันการเงินจะไม่อยู่ในฐานะที่จะสร้างเงินได้อีกต่อไปแล้ว ธนาคารพาณิชย์จะทำหน้าที่เพียงรักษาเงินของผู้ฝากไว้ด้วยความ “ไว้เนื้อเชื่อใจ” โดยจะรักษาไว้ให้เรียกใช้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
       
       ไม่จำเป็นต้องมีการค้ำประกันเงินฝาก ตราบที่สถาบันการเงินถูกกำกับตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการดำเนินกิจกรรมฉ้อโกง สถาบันการเงินจะเป็นเพียงบริษัทที่ได้รับการไว้วางใจ (เป็นธนาคารทรัสต์ของสหรัฐฯ) ให้ทำหน้าที่ของทรัสตีที่ดำเนินการดูแลบริหารจัดการเงินของผู้ฝาก พร้อมกับดูแลให้เงินปลอดภัย
       
       ในเวลาเดียวกัน กิจกรรมของวานิชธนกิจจะเป็นได้แค่กิจกรรมแยกต่างหากออกมาจากธนาคาร โดยอาจอยู่ในเครือเดียวกับธนาคารทรัสต์ โดยวานิชธนกิจอาจพัฒนาพอร์ตการลงทุนในโครงการต่างๆ (อาจแยกเป็นรายโครงการ หรือรวมสารพัดโครงการเข้าด้วยกันเพื่อให้สามารถสร้างความหลากหลาย) เพื่อให้ลูกค้าเลือก (ละม้ายกองทุนรวม) วานิชธนกิจจะให้ข้อมูลและประเมินโครงการทุกประเภท แต่จะไม่เข้าไปถือความเสี่ยงเมื่อทำการลงทุนด้วยเงินของลูกค้า (ความเสี่ยงจะ “เป็นของ” ลูกค้า) วานิชธนกิจจะคิดค่าธรรมเนียมจากบริการ ส่วนกำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นเป็นของลูกค้า
       
       แน่นอนว่า วานิชธนกิจจะนำเงินทุนของผู้ถือหุ้นของตนไปลงทุนในโครงการเหล่านี้ได้ด้วย แต่ต้องไม่มีการยักย้ายเอาหนี้จากตัวหนึ่งไปเพิ่มการลงทุนในอีกตัวหนึ่ง วิธีการนี้เป็นสิ่งที่แนะนำให้ใช้มาตลอดประวัติศาสตร์การเงิน ทั้งนี้ วิธีดังกล่าวจะลดหนี้ และหนุนให้ใช้วิธีการระดมทุนด้วยตราสารหุ้น ซึ่งเป็นการแชร์ความเสี่ยงร่วมกัน
       
       ปฏิรูปหมายเลข 2 – เราควรจะกำหนดให้การระดมทุนด้วยตราสารหุ้น กับด้วยตราสารหนี้ ให้เป็นแนวตั้งในมาตรฐานภาษีเดียวกัน ความได้เปรียบเชิงภาษีที่ให้แก่การระดมทุนด้วยตราสารหนี้ควรยกเลิกโดยทยอยไปตามลำดับ
       
       ปฏิรูปหมายเลข 3 – เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะยุติความเชื่อเรื่อง “ใหญ่เกินจะปล่อยให้ล้ม” (บางท่านอาจจะแย้งว่าเรื่องนี้ทำกันแล้วผ่านกฎหมาย Dodd-Frank Act แต่จะเชื่อตามนั้นล่ะหรือ ในเมื่อมันยังไม่เคยนำมาปฏิบัติเลย) สถาบันการเงินได้รับอนุญาตให้ผนวกรวมกัน โดยอ้างว่ายิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี บางคนบอกว่าเป็นข้อดีของการประหยัดจากขนาด เพราะจะได้ในด้านของประสิทธิภาพ
       
       ว่าแต่ว่า มีอยู่จริงล่ะหรือเรื่องของการประหยัดจากขนาด ซูเปอร์มาร์เก็ตทางการเงินเป็นสิ่งจำเป็นจริงล่ะหรือ จะไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของขนาดอันทรงประสิทธิภาพจริงล่ะหรือ การเงินเป็นอะไรที่แตกต่างจากภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ภาคการเงินสามารถลากเอาระบบเศรษฐกิจทั้งมวลให้พังพาบไปด้วยกัน ดั่งที่เราได้เห็นจากวิกฤตปี 2007-2008 การผนวกและควบรวมกิจการควรได้รับการประเมินข้อดีข้อเสียให้ถ่องแท้ ไม่ใช่ดูแค่ผลกระทบต่อพลังการแข่งขัน หากต้องดูผลกระทบต่อความเสี่ยงเชิงระบบด้วย เมื่อได้ทำสิ่งนี้แล้ว เราต้องเลิกโอบอุ้มสถาบันการเงินที่ล้มละลายเสียที ปล่อยให้การแก้ไขเป็นเรื่องของผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
       
       ปฏิรูปหมายเลข 4 – เรื่องที่ 4 เป็นอะไรที่ไม่ควรเอ่ยถึง แต่ก็ต้องเอ่ยถึง ได้แก่ การกำกับดูแลสถาบันการเงินทั้งมวลอย่างเอาจริงเอาจังมากขึ้น การบังคับใช้กฎระเบียบต่างๆ และการดำเนินคดีเล่นงานพวกละเมิดกฎหมายแบบจัดเต็มไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ใดทั้งสิ้น การปล้นเงินของผู้เสียภาษีจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ และความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายล้านล้านดอลลาร์ ควรถูกดำเนินการไม่น้อยกว่าการปล้นอาหารจากร้านค้า หรือการขโมยรถตามท้องถนน
       
       การปฏิรูปทั้งหลายนี้จะลดโอกาสที่จะเกิดวิกฤตการเงิน โดยจะไปคุมพวกนอกลู่นอกทางในวอลล์สตรีท และในอุตสาหกรรมการเงินได้อย่างทั่วถึงดีขึ้น พร้อมกับช่วยลดความรุนแรงของภาวะเศรษฐกิจหดตัว ช่วงลดโอกาสที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ของสินทรัพย์ อีกทั้งจะช่วยปรับปรุงการกระขายรายได้และความมั่งคั้งของประเทศ
       
       กระนั้นก็ตาม การปฏิรูปและความเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้ จะไม่ไปพลิกผันช่องว่างระหว่างคนมั่งคั่งกับผู้เสียภาษีทั่วไป ทั้งนี้ สหรัฐฯ จำต้องมีภาษีเรียกเก็บจากความมั่งคั่งมั่งมี ช่างเป็นเรื่องผิดฉกรรจ์ในเชิงศีลธรรมที่ขอให้คนอเมริกันไปช่วยจ่ายเงินอุดหนุนแก่อุตสาหกรรมการเงิน ไปช่วยโอบอุ้มพวกนี้ออกจากภาวะล้มละลาย ในเมื่อเจ้าอุตสาหกรรมอันแสนโลภได้กระทำการที่ผลักตัวเองเข้าสู่ความเสียหายเดือดร้อน แล้วลงท้ายคนอเมริกันกลายเป็นผู้ที่ต้องได้รับผลกระทบร้ายกาจ อาทิ การว่างงานสูงขึ้น
       
       สุดท้ายนี้ เราควรจะระลึกไว้ว่ากฎหมาย Dodd-Frank Act จะแทบจะไม่สามารถลดโอกาสที่จะเกิดวิกฤตการเงินในอนาคตได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว การสร้างหนี้มีแต่จะส่งผลเป็นการคุกคามมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ประเด็นว่าด้วย ใหญ่โตเกินกว่าจะปล่อยให้ล้ม นั้น ได้รับการแก้ไขแต่เพียงน้อยนิด มันเป็นเอกสารอ่านยากเย็นที่จัดทำให้คนนำไปย่อย ในขั้นแรกมีจำนวน 3,200 หน้า (กรกฎาคม 2010) แล้วกลายเป็นว่าต้องมาเขียนกฎมากกว่า 400 ข้อตามไปกำกับภายหลัง (ซึ่งยังไม่เสร็จทั้งหมดหลังจากปลุกปล้ำกันมาเกือบจะ 4 ปี) บัดนี้มันทวีตัวขึ้นเป็นประมาณ 15,000 หน้า โดยมีแนวโน้มจะขยายเป็นประมาณ 30,000-40,000 หน้าเมื่อเสร็จสิ้นทุกสิ่งอย่างกันแล้ว
       
       ฮอสเซน อัสการี เป็นศาสตราจารย์สอนวิชาธุรกิจและการระหว่างประเทศ ณ มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน

JoomSpirit