ผู้เชี่ยวชาญเตือนแหล่งปลูก “ปาล์มน้ำมัน” ในอาเซียนจะเผชิญหายนะใหญ่ จากผลพวง “เอลนีโญ” ปีนี้

 

ผลพวงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะเข้าโจมตีภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างหนักหน่วงในปีนี้จะมีผลให้ปริมาณน้ำฝนตามธรรมชาติที่เคยตกในอินโดนีเซียและมาเลเซียมีปริมาณลดลงอย่างสำคัญ และกระทบต่อผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศทั้งสองที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกที่สามารถผลิตปาล์มน้ำมันได้รวมกันกว่า 86 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณปาล์มน้ำมันทั่วโลก

ขณะเดียวกัน นอกจากเอลนีโญจะทำให้ฝนหายไปจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังจะส่งผลให้เกิด "ไฟป่า" ครั้งใหญ่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะนำมาซึ่ง "วิกฤตหมอกควัน" ครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของออสเตรเลีย (เอบีเอ็ม) ออกมาเปิดเผยว่า มีโอกาสสูงเกินกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ที่ซีกโลกใต้จะต้องเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้ ขณะที่ศูนย์พยากรณ์สภาพอากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (ยูเอสซีพีซี) ประกาศปรับเพิ่มความเสี่ยงที่ซีกโลกใต้ รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะต้องเผชิญกับหายนะจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้จาก 52 เปอร์เซ็นต์ เป็น 65 เปอร์เซ็นต์

เจฟฟรีย์ เคอร์รี นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ เผยว่า นอกเหนือจากปาล์มน้ำมันแล้ว สินค้าเกษตรอื่นๆ ที่คาดว่าจะได้รับความเสียหายหนักจากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้ ยังรวมถึงกาแฟ โกโก้ และน้ำตาล

ทั้งนี้ เมื่อเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ กระแสลมสินค้าตะวันออกในมหาสมุทรแปซิฟิกจะอ่อนกำลังลง ขณะที่กระแสลมพื้นผิวจะเปลี่ยนทิศทางพัดจากประเทศอินโดนีเซียและออสเตรเลียตอนเหนือไปทางตะวันออก แล้วยกตัวขึ้นเหนือชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ ก่อให้เกิดฝนตกหนักในทวีปอเมริกาใต้แต่ยังก่อให้เกิดความแห้งแล้งรุนแรงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตอนเหนือของออสเตรเลีย
4. ธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียตะวันออก
รายงานของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ว่าด้วยเรื่อง The East Asia and Pacific Update ที่ได้รับการเผยแพร่เมื่อต้นสัปดาห์นี้ (7 เม.ย.) ชี้ว่า ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราคงที่ในปีนี้ โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของประเทศที่มีรายได้สูง
เวิลด์แบงก์คาดการณ์ว่า ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกจะมีอัตราการเจริญเติบโต 7.1% ในปีนี้ซึ่งไม่ต่างจากปี 2556 มากนัก ด้วยเหตุนี้จึงจะยังคงเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตเร็วที่สุดของโลก แม้ว่าจะชะลอตัวลงจากอัตราเฉลี่ย 8.0% ในช่วงปี 2549 - 2556
สำหรับประเทศจีน การเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเล็กน้อยจาก7.7% ในปี 2556 เป็น 7.6% ในปีนี้ ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในภูมิภาคนี้จะมีการเจริญเติบโตที่ 5.0% ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากระดับ 5.2% ในปีที่ผ่านมา
แอ็กเซล ฟาน ทร็อตเซ็นเบิร์กรองประธานธนาคารโลกฝ่ายภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เปิดเผยว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ยังคงเป็นจักรกลสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกนับตั้งแต่เหตุวิกฤติการเงินของโลก "การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่แข็งแกร่งขึ้นจะช่วยให้เศรษฐกิจของภูมิภาคนี้มีการขยายตัวในอัตราที่ค่อนข้างคงที่ไปพร้อมๆ กับการปรับตัวต่อสภาวะทางการเงินของโลกที่จะตึงตัวมากขึ้น"
ส่วนประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นอินโดนีเซีย และประเทศไทย รายงานของเวิลด์แบงก์ระบุว่า จะเผชิญกับสภาวะทางการเงินของโลกที่ตึงตัวกว่าเดิมรวมทั้งอัตราหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้น ส่วนการขยายตัวของเศรษฐกิจมาเลเซียจะเร่งตัวขึ้นเล็กน้อยที่ 4.9% ในปี 2557 การส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่ภาระหนี้ที่สูงขึ้นและมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องจะส่งผลต่ออุปสงค์ในประเทศ ส่วนการเจริญเติบโตของประเทศฟิลิปปินส์จะชะลอตัวลงอยู่ที่6.6% โดยค่าใช้จ่ายเพื่อการฟื้นฟูบูรณะประเทศได้ชดเชยการบริโภคที่ลดลงอันเป็นผลพวงมาจากภัยธรรมชาติในปี2556
มีการคาดการณ์ว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็กจะเติบโตอย่างคงที่แต่จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เร็วเกินไป ทำให้อาจต้องมีมาตรการคุมเข้มทางการเงินเพิ่มขึ้น สำหรับประเทศกัมพูชา การปฏิรูปครั้งใหม่หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะมีส่วนทำให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตที่7.2% ในปีนี้ แต่ความไม่มั่นคงด้านตลาดแรงงานอาจเป็นปัจจัยเสี่ยง สำหรับประเทศเมียนมาร์ เวิลด์แบงก์คาดการณ์ว่า ความก้าวหน้าในการปฏิรูปโครงสร้างจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัว 7.8%ส่วนเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามในปีนี้จะเติบโตไม่มากนัก คือ ที่อัตรา5.5 % เนื่องมาจากความก้าวหน้าในเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างกลุ่มธนาคารและภาคส่วนอื่นๆ มีค่อนข้างน้อย สำหรับเศรษฐกิจของประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกส่วนใหญ่รวมไปถึงติมอร์เลสเต ยังคงต้องพึ่งพิงเงินช่วยเหลือจากประเทศที่เจริญแล้ว
เบิร์ท ฮอฟแมน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกกล่าวว่า สิ่งที่ยังเป็นความเสี่ยงสำหรับการขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกได้แก่ การฟื้นตัวที่ช้ากว่าที่คาดไว้ของประเทศเศรษฐกิจที่เจริญแล้ว อัตราดอกเบี้ยโลกที่สูงขึ้น และความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สืบเนื่องมาจากความตึงเครียดทางด้านการเมืองในแถบยุโรปตะวันออก ตอกยํ้าว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกยังอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ในด้านลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยในแง่บวก ซึ่งได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นช่วยให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกสามารถรับมือกับแรงกระทบภายนอก ซึ่งรวมถึงการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศที่ได้เกิดขึ้นเมื่อมีการผ่อนคลายเชิงปริมาณของธนาคารกลางสหรัฐฯ (QE)นอกจากนี้ประเทศส่วนใหญ่มีเงินทุนสำรองเพียงพอที่จะรองรับแรงกระทบภายนอกและแรงกระทบทางการค้าในระยะสั้น
"การที่จะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงต่อไปในระยะยาวประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ควรจะต้องเพิ่มความพยายามเป็นสองเท่าในการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตและเพิ่มความเชื่อมั่นของตลาด" นายฮอฟแมนกล่าว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 2,938 วันที่ 10 - 12 เมษายน พ.ศ. 2557

JoomSpirit