หอการค้าเยอรมันมอง 'ไทยต้องรีบกลับมา'


    "ปัจจัยที่ยังเป็นบวกสำหรับเศรษฐกิจในปีนี้ คือ หลายประเทศไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป กำลังเริ่มฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ฉะนั้นความต้องการของเขามีและเป็นผลดีต่อการส่งออกสินค้าของไทย  เราต้องพยายามมองวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยการเพิ่มนวัตกรรมในสินค้าของเรา เพิ่มดีไซน์ ถ้าตรงนี้เรายังทำไม่ทันก็อาจจะเป็นอุปสรรคในการส่งออกสินค้าของไทยไปตีตลาดโลกในอนาคต เพราะปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านของไทยมีต้นทุนแรงงานถูกกว่าไทยทั้งนั้น เราจึงต้องมีอะไรเป็น value added ที่ขายได้ จุดนี้เป็นสิ่งที่ทั้งเอกชนและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยกันในการผลักดัน" พร้อมกันนี้ยังแสดงความมั่นใจว่า ทุกอุปสรรคจะสามารถเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเช่นกัน และหอการค้าเยอรมัน-ไทยก็มีศักยภาพมากพอที่จะช่วยตรงจุดนี้ โดยจะเพิ่มความร่วมมือ ทั้งกับภาครัฐและพันธมิตรองค์กรต่างๆ เช่น หอการค้าไทยและหอการค้าต่างประเทศ เพื่อให้มีพลังในการต่อรองกับทางภาครัฐมากยิ่งขึ้น 
    ในส่วนของความขัดแย้งทางการเมืองนั้น ประธานหอการค้าเยอรมัน-ไทยแสดงความคาดหวังว่า "ผมเชื่อว่าทุกอย่างต้องมีวันจบ เพียงแต่ว่าถ้าจบแบบไม่ดี ข้อเสียก็จะมีเยอะ ปัจจุบัน ผู้ประกอบการที่ wait & see รอคอยดูสถานการณ์อยู่ก็มีมาก เพราะเขาเห็นว่ายังไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่เมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์ยกระดับสู่ความรุนแรง เขาอาจจะกลัวและไม่กล้าเข้ามาลงทุนในไทย ฉะนั้นเราต้องพยายามเจรจาและไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น เพราะโดยพื้นฐานทางเศรษฐกิจแล้วไทยเรามีความพร้อมดีมาก เรามีฐานแน่น ถึงจะมีวิกฤติการเมืองมาหลายครั้ง ไทยก็ฟื้นตัวได้เร็วโดยตลอด นักลงทุนต่างชาติจึงมีความมั่นใจ เร็วๆนี้ ยังมีบริษัท อีโวนิคฯ บริษัทผู้ผลิตเซลิก้ารายใหญ่ของเยอรมนีที่ขยายการลงทุนและขยายโรงงานในไทย  แต่เราก็ไม่ควรประมาท เราควรยุติปัญหาให้เร็วที่สุด เพราะไทยต้องพัฒนาตัวเองไปข้างหน้าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางสภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน ผมคิดว่าเรายังมีความหวังพอสมควรในการที่จะต่อสู้กับอุปสรรคที่เกิดขึ้นในเวลานี้และลุกวิ่งไปข้างหน้าอีกครั้ง"      
    นายเยอร์ก บุค ผู้อำนวยการบริหารหอการค้าเยอรมัน-ไทย กล่าวเสริมว่า กำหนดเวลาที่สำคัญที่สุดคือปี 2558 ที่อาเซียนจะกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจเดียวกัน (เออีซี) อย่างเป็นทางการ " นั่นหมายความเราจำเป็นต้องได้ไทยกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของเออีซี เพราะไทยไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางหรือฮับของอาเซียนในหลายๆด้าน แต่ยังมีโครงการสำคัญๆในไทยมากมายที่จะต้องเดินหน้าต่อไป เช่นโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมในอาเซียนเข้าด้วยกัน เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นและต้องเดินหน้าให้สำเร็จ และไทยก็มีบทบาทที่สำคัญในอาเซียน ดังนั้นเราต้องการให้ไทยกลับมาสู่จุดเดิมที่ควรจะเป็น กลับมาเป็นไทยที่มีศักยภาพแข็งแกร่งเหมือนที่เคยเป็นมา"
    ในส่วนของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวเนื่องกับเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาทที่ชะงักงันไปแล้วนั้น ประธานหอการค้าเยอรมัน-ไทยมองว่า แม้จะมีความล่าช้าไปบ้าง แต่ก็อาจจะเป็นการเปิดโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการของเยอรมนี "ผมว่าถึงจะช้า แต่ถ้าได้คุณภาพของสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือสิ่งที่จะสร้าง มันย่อมดีกว่าการได้มาซึ่งสิ่งที่เรามองเห็นไม่ชัด และถ้าภาพชัด เราก็ยินดีที่จะรอคอย เพราะเยอรมนีมีเทคโนโลยีที่จะนำเสนออยู่แล้ว ฉะนั้น ผมมองว่าขณะที่หลายบริษัทอาจมองว่าความชะงักงันนี้คือการเสียโอกาส แต่ผมกลับมองว่า บริษัทที่เดิมคิดว่าตัวเองไม่ได้โอกาสอยู่แล้ว ก็จะเริ่มมีความหวังและมองว่านี่คือโอกาส นี่คือการเริ่มต้นเกมใหม่"    
+เป้าหมายหนุนขยายการค้า-การลงทุน
    ในบรรดา 28 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) เยอรมนีนับเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย ในปี 2555 ทั้งปีการค้าทวิภาคีระหว่างไทย-เยอรมนีเพิ่มขึ้นมาประมาณ 13.7 % เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่าการค้ารวม 1.35 แสนล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าเทคโนโลยีจากเยอรมนีเข้ามามาก เนื่องจากไทยเองกำลังขยับตัวออกจากการเป็นฐานผลิตสินค้าที่ต้องพึ่งพาแรงงานมากสู่อุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น
    "เป้าหมายหลักของหอการค้า คือเรายังจะมุ่งหน้าส่งเสริมให้มีการค้าการลงทุนระหว่างบริษัทไทยและเยอรมันเพิ่มมากขึ้นต่อไป โดยในส่วนสินค้าเยอรมันที่เราจะมุ่งส่งเสริมมากขึ้น คือ สินค้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเข้ามาช่วยยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตของไทย รวมทั้งสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ตลอดจนสินค้ากลุ่มเวชภัณฑ์และเทคโนโลยีการแพทย์ เพราะไทยเองกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ หรือ medical hub ของอาเซียน ก็จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและดีที่สุดในด้านนี้" ประธานหอการค้าเยอรมัน-ไทยกล่าว
    ส่วนสินค้าไทยที่มีอนาคตสดใสในตลาดเยอรมนี ยังเป็นเป็นกลุ่มสินค้าอาหาร แต่เราต้องเพิ่มมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหารเพื่อสามารถเข้าตลาดยุโรปได้อย่างไม่มีปัญหา เนื่องจากที่นั่นผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่องของความปลอดภัยของอาหาร หรือ food safety ในระดับสูง และมีกฎระเบียบที่เข้มงวด นอกจากนี้ ยังมีสินค้ากลุ่มของขวัญ-ของที่ระลึก (gift item) ที่ควรจะต้องเพิ่มความคิดสร้างสรรค์เข้าไป มีดีไซน์ มีนวัตกรรมเพิ่มเติม และตอบโจทย์รสนิยมของผู้บริโภคในยุโรป
+ทะลวงปัญหาขาดแคลนบุคลากร
    เป้าหมายที่2 คือการร่วมสร้างหรือพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญเพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมการผลิตของไทย เป็นการร่วมแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่เป็นปัญหาสำคัญในเวลานี้และจะเป็นอุปสรรคใหญ่ในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยต่อไปในอนาคต ปัจจุบัน 14 อุตสาหกรรมการผลิตของไทย มีความต้องการบุคลากรระดับ skilled technician ราว 2 แสนคนในช่วง 5 ปีข้างหน้า เฉลี่ยคือปีละ 4 หมื่นคน แต่สถาบันการศึกษาของไทยยังผลิตบุคลากรทั้งปวช.และปวส.ทุกสาขาไม่ได้ในจำนวนมากขนาดนี้ อันนี้คือปัญหาหลัก
    ดังนั้น เริ่มจากปี 2556 ที่ผ่านมา หอการเยอรมัน-ไทย จึงมีโครงการชื่อว่า German-Thai Dual Excellence Education หรือ GTDEE เข้ามาร่วมผลิตบุคลากรด้านวิชาชีพโดยใช้รูปแบบการจัดการศึกษาของเยอรมนี ให้นักศึกษา (ปวส.) ได้ฝึกอาชีพในสถานประกอบการและการเรียนภาคทฤษฎีในเวลา 2 ปี (60% เป็นการฝึกงานจริงและ 40 % เป็นการเรียนภาคทฤษฎีในห้องเรียน) โครงการนี้ได้รับความสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทยและกระทรวงศึกษาธิการโดยกรมอาชีวศึกษา  มีบริษัทเยอรมัน-ไทยเข้าร่วม 4 บริษัทในปัจจุบัน คือ บี.กริม กรุ๊ป บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู บริษัท บอชฯ และบริษัทเมอร์เซเดส-เบนซ์ฯ ปีที่ผ่านมามีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ 50 คน ปีนี้ตั้งเป้ารับเพิ่มเป็น 100 คน และจะพยายามเพิ่มจำนวนบริษัทเข้าร่วมโครงการมากขึ้นเพื่อที่จะได้สามารถฝึกอบรมเพิ่มทักษะให้นักศึกษาได้มากขึ้นต่อไปในอนาคต โดยมีการเจรจากับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ขอให้มีการลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 200% ให้กับบริษัทผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการจูงใจให้หลายๆบริษัท โดยเฉพาะสมาชิกหอการค้าฯ เข้ามาร่วมโครงการมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็จะหมายถึงความสามารถในการรับนักศึกษาเข้าฝึกอบรมและพัฒนาทักษะได้ในจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 2,935
วันที่ 30  มีนาคม - 2 เมษายน พ.ศ. 2557

JoomSpirit