ยุโรปเข้มความปลอดภัยอาหาร


    รายงานดังกล่าวยังระบุว่า เมื่อมีการสอบถามทันทีโดยไม่ระบุหัวข้อเรื่องก่อน (unprompted) พบว่า การใช้สารเจือปนอาหารก็เป็นหนึ่งในประเด็นความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหารโดยมีผู้ตอบคำถาม 7% ที่ระบุถึงประเด็นนี้
     แบบสำรวจดังกล่าวได้มีการดัดแปลงข้อความ "สารเจือปนอาหาร" เป็นคำอื่นๆ เช่น วัตถุกันเสีย (preservatives)และสีผสมอาหาร (colouring)ซึ่งพบว่าผู้หญิงและผู้บริโภคอายุระหว่าง 50-65 ปี ส่วนใหญ่จะตอบว่ามีความกังวลกับสารเจือปนอาหาร ในขณะที่เพียง 13% ของผู้บริโภคที่มีอายุระหว่าง 16-25 ปี ตอบว่ามีความกังวลกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งเปรียบเทียบกับ 20-36% ในกลุ่มอายุอื่น
    อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผู้บริโภคทั้งจากการถามแบบให้รู้หัวข้อก่อนและจากการถามแบบทันทีมีความกังวลมากที่สุด (37% ของผู้ตอบแบบสอบถาม) ก็คือสุขอนามัยอาหาร (food hygiene) เมื่อรับประทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่ว่ากังวลเรื่องสุขอนามัยอาหารในบ้านกว่า 2 เท่า (15%)
    เว็บไซต์ thaieurope.net รายงานว่า สำหรับประเด็นความกังวลทั่วไปนั้น จากการสอบถามแบบทันทีโดยไม่ระบุหัวข้อเรื่องก่อนพบว่า น้ำตาล ไขมัน และเกลือในอาหารนั้นถูกระบุ 9% ในการตอบแบบสอบถาม ความกังวลเกี่ยวกับไขมันอิ่มตัว (saturated fat) มีอยู่ประมาณ 7%  ในขณะที่ความกังวลสูงสุดในประเด็นทั่วไปคือราคาอาหาร ซึ่งมีถึง 18%
    เมื่อมีการสอบถามแบบให้รู้หัวข้อก่อนล่วงหน้านั้น ประเด็นทั่วไปที่มีความกังวลสูงสุด 3 ประเด็น ได้แก่ ราคาอาหาร (60%) อาหารเหลือทิ้ง (50%) และปริมาณเกลือในอาหาร (44%)
    ปัจจุบันผู้บริโภคในสหภาพยุโรป (อียู) กำลังให้ความสนใจมากขึ้นกับที่มาของสินค้าที่ตนบริโภค และมีความเชื่อว่าสินค้าที่ดีต้องปลอดจากสารเจือปนต่างๆ ซึ่งจะสังเกตได้จากแนวโน้มของสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่กำลังมาแรง ดังนั้น ภาคเอกชนไทยที่เกี่ยวข้องจึงควรเน้นส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านคุณภาพ สุขอนามัย และผลดีต่อสุขภาพในสินค้าอาหารเพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากตลาดอียูในอนาคต

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 2,933 วันที่ 23 - 26  มีนาคม พ.ศ. 2557

JoomSpirit