ตลาดเกิดใหม่จะผงาดกลับมาได้หรือไม่?



ไมเคิล เปตติส ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ปักหลักอยู่ในกรุงปักกิ่ง ได้พัฒนาสร้างชื่อเป็นที่เลื่องลือมาช้านานในบล็อกของเขาชื่อ “ตลาดการเงินจีน” (China Financial Markets http://blog.mpettis.com/) ซึ่งเป็นแหล่งนำเสนอความคิดเห็นของเขาต่อระบบเศรษฐกิจจีน แนวคิดสำคัญของเขามุ่งพิจารณาปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่จีนเผชิญอยู่ในเรื่องของการปรับสมดุล ไปสู่โมเดลที่ตั้งบนฐานของการบริโภคมากขึ้น เอเชียไทมส์ออนไลน์ ขอนำเสนอการวิเคราะห์ของเขาซึ่งแหลมคม ออกสู่ความรับรู้ของสาธารณชนวงกว้างยิ่งขึ้น

       ผมไม่ค่อยจะเอ่ยอ้างถึงเรื่องประเภทนี้บ่อยนักในบล็อกของผม กระนั้นก็ตาม การโจมตีโดยผู้ก่อการร้ายเมื่อวันเสาร์ ณ สถานีรถไฟคุนหมิง เมื่อวันเสาร์ (2 มีนาคม 2014) ซึ่งผู้บริสุทธิ์ 29 รายถูกสังหาร (ยอดตัวเลขสูงเป็นพิเศษเมื่อเกิดขึ้นในหมู่ผู้สูงอายุ ซึ่งไม่สามารถวิ่งได้เร็วพอที่จะหนีพวกฆาตกร) ทำให้ผมสยดสยองและทดท้อ การสังหารหมู่อย่างทารุณปบบนี้ ไม่เพียงจะส่งเสียงเตือนไปยังทางการปักกิ่ง หรือกระทั่งไปถึงโลกทั้งมวล แต่ยังมุ่งจะทำให้ทางการต้องตอบโต้อย่างเกินควร เพื่อจะสร้างความเกลียดชังขึ้นภายในประเทศ

       ผมหวังว่าความพยายามดังกล่าวจะไม่สำเร็จ ที่ผ่านมา แม้กระแสความโกรธแค้นเกิดขึ้นอย่างมหาศาล แต่ผมยินดีว่าทางการจีนและคนจีนโดยทั่วไปแล้ว ดูว่ายังไม่ถึงกับโต้ตอบอย่างเกินควร ผมปรารถนาจะได้เห็นว่า จะมีหนทางใดที่ปัจเจกชนอย่างเราจะแก้ไขป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างกรณี สังหารหมู่ที่สถานีรถไฟคุนหมิง กระนั้นก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกว่าเราช่วยเหลือป้องกันตนเองไม่ได้ ในฐานะปัจเจกชน ดูเหมือนว่าแทบจะไม่มีสิ่งใดที่เราอาจดำเนินการได้ ไม่ว่าจะเพื่อป้องกัน หรือเพื่อปลอบโยนเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

       ในการนี้ มิใช่เฉพาะกรณีคุนหมิงที่สิ่งต่างๆ ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถยุติลงสงบนิ่งได้ บรรดาเหตุการณ์ทั้งปวงที่เกิดขึ้นในยูเครนนับเป็นจุดสูงสุดของเหตุจลาจล และสงครามที่อุบัติในจุดต่างๆ ทั่วโลกในช่วงหลายๆ ปีมานี้ โดยทวีความเข้มข้นสุดๆ นับจากตอนเริ่มวิกฤตโลกปี 2007-2008 เรื่องนี้ไม่ใช่อะไรที่น่าประหลาดใจ และอันที่จริงแล้ว เราอาจจะต้องเตรียมตัวเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองเนิ่นนานไปอีกหลายปี เมื่อปลายปี 2001 ผมมีบทความตีพิมพ์ใน Foreign Policy ซึ่งนำเสนอสิ่งที่ผมคาดว่าจะเป็นสถานการณ์ต่อไปของโลก หลังเหตุวิกฤติ

       ในบทความดังกล่าว ผมชี้ไว้ว่าในรอบ 200 ปีที่แล้วมา พวกเราได้ประสบกับวัฏจักรของโลกาภิวัตน์มาแล้วหลายครั้ง โดยถูกขับเคลื่อนด้วยความเปลี่ยนแปลงลึกๆ ภายในภาคการเงิน วัฏจักรนี้สร้างรูปแบบบางอย่างขึ้นมาโดยเป็นรูปแบบที่ค่อนข้างสม่ำเสมอจน กระทั่งเอื้อให้เราพอจะทำการทำนายได้อย่างค่อนข้างมั่นใจ ผมตั้งประเด็นขึ้นว่า พวกเราอยู่ในช่วงปลายของโลกาภิวัตน์อีกคราหนึ่ง ซึ่งเมื่อสภาพการณ์ของสภาพคล่องที่หนุนเนื่องอยู่ข้างใต้นั้น ถึงกาลผันแปร จะมีแนวโน้มว่าเราจะได้เห็นสิ่งต่างๆ ละม้ายกับที่เราเคยเห็นในวัฏจักรอื่นๆ ก่อนหน้านี้ โปรดพิจารณาข้อเขียนของผม ดังนี้

โดยส่วนใหญ่แล้ว ภายหลังความล่มสลายของตลาด สาธารณชนจะมองว่าพฤติกรรมของตลาดการเงินที่เห็นดาษดื่น เป็นลางร้าย ขณะที่การตั้งป้อมวิพากษ์พวกนักการเงินกลายเป็นเกมยอดนิยมในหมู่นักการเมือง และสื่อมวลชนภายในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจก้าวหน้า ทันทีที่เงินทุนหยุดทะลักเข้าสู่ประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจล้าหลังกว่า และมักเป็นประเทศที่หิวโหยเงินทุนรุนแรง ฉันทามติในประเทศเหล่านี้จะเทไปสู่การเรียกร้องการปฏิรูปเศรษฐกิจ ขณะที่การรวมกลุ่มระหว่างประเทศก็จะเริ่มแตกร้าว ในการนี้ เมื่อกระแสเงินทุนไหลเข้าลดน้อยจนไม่เพียงพอที่จะชดเชยได้กับความสูญเสียที่ เป็นผลจากการรวมกลุ่มระหว่างประเทศ – ซึ่งรวมถึง ความสูญเสียในเชิงจิตวิทยาในหมู่ชนชั้นนำและชนชั้นกลาง อาทิ ความรู้สึกว่าเกียรติภูมิของชาติได้รับความบอบช้ำ – กระแสสนับสนุนโลกาภิวัตน์จึงแผ่วลงอย่างรวดเร็ว กระบวนการปลุกกระแสมวลชนก็ฟื้นคืนชีพ ประเทศทั้งหลายหันกลับมาปกป้องตนเอง ข้อเรียกร้องที่สนับสนุนแนวทางปกป้องตลาดภายในจะได้รับเสียงสนับสนุนแข็งขัน ขึ้นมาอย่างปุบปับ ขณะเดียวกัน เม็ดเงินเพื่อการทุนที่ไหลเข้า กลายเป็นกระแสเงินทุนเผ่นหนีกระหือกระหอบแท่น

       การทำนายเหล่านี้ที่จะฉายภาพว่าโลกจะมีโฉมหน้าอย่างไรในหลายปีข้าง หน้านั้น นับเป็นเรื่องง่ายที่จะทำนายกันออกมา เพราะสภาพการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาบ่อยเหลือเกิน หนึ่งในการทำนายที่ผมควรจะได้ฟันธงไว้ แต่กลับมิได้ทำ คือการทำนายว่า หลังจากที่กระบวนการโลกาภิวัตน์ผกผัน จะมีแนวโน้มที่เราจะได้เห็นการปะทุอุบัติของสงคราม การปฏิวัติ ความขัดแย้ง และการจลาจลเชิงสังคม ทั้งนี้ สภาพการณ์เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่เรามักนำไปเชื่อมโยงไว้กับช่วงปลายของ วัฏจักรแห่งโลกาภิวัตน์ กระนั้นก็ตาม ในเวลาที่ผมเขียนบทความดังกล่าว (ตีพิมพ์ออกมาในช่วงไม่ถึงสองสัปดาห์ก่อนเกิดเหตุก่อการร้าย 9/11) โลกเราดูเสมือนว่าจะได้เปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง และเราก็เตลิดไปไกลเกินกว่าจะยอมผูกพันอยู่ในพฤติกรรมที่แตกแยกอย่างนั้น

       ผมควรจะทราบซะตั้งแต่ตอนนั้น สองทศวรรษที่ผ่านมา ผมใช้เวลาไปมากมายกับการพยายามแสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเกิดขึ้น ซ้ำๆ ซ้ำๆ ได้อย่างไร และทำไมคำกล่าวอ้างว่าว่า “หนนี้ไม่เหมือนก่อน” นั้น แทบจะไม่เคยเป็นจริงเลย ทั้งนี้ ผมเคยเชื่อว่าต้องถึงจุดของการปฏิวัติและสงครามนั้นแล จึงจะมีลักษณะอันแตกต่างเล็กน้อยขึ้นได้บ้าง ผมเคยเชื่อว่าสถาบันระหว่างประเทศมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะบริหารจัดการ แรงกดดันต่างๆ ที่เกิดขึ้นเสมอเมื่อโลกาภิวัตน์ถึงกาลพลิกผัน

       เมื่อดูข่าวโทรทัศน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวเหตุการณ์ในยูเครน ผมเกิดความรู้สึกว่า เรายังไม่ได้คิดอ่านกันเลยว่าจะบริหารจัดการกับแรงกดดันเหล่านี้กันอย่างไร ความถดถอยที่เกิดขึ้นในตลาดเกิดใหม่ในระยะที่ผ่านมา ได้ทำให้ปวงชนทั้งหลายสับสนกันอย่างยิ่งว่าทิศทางของเศรษฐกิจโลกจะไปอย่างไร และถ้าจะเอาให้ตรงๆ ก็คือ ทิศทางของประเทศกำลังพัฒนาจะมุ่งไปทางไหน กระนั้นก็ตาม ต้องขอย้ำอีกคราว่า เราไม่ควรจะมองว่าเหตุการณ์ทั้งปวงนั้นเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างใดเลย ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรวงจรโลกาภิวัตน์

**ไม่มีหรอก “การฉีกคู่” (decoupling)**

       แน่นอนว่าเราอยากจะเถียงว่ารูปแบบสถานการณ์ในครั้งนี้มีความแตกต่าง และไม่ใช่ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราได้ยินได้ฟังซ้ำๆ ว่าวิกฤตโลกปี 2007 – 2008 เป็นช่วงที่แสดงให้เห็นถึงจุดต่ำสุดที่ส่งสัญญาณว่าประเทศกำลังพัฒนาได้ฉีก ตัวออกจากประเทศพัฒนาแล้วในยุโรปและอเมริกาเหนือ เหตุผลมีอยู่ว่าประเทศพัฒนาแล้วในสองทวีปนี้ ได้ติดกับอยู่ในความฟุ้งของการบริโภคที่ดำรงอยู่บนเงินกู้ ซึ่งลงเอยด้วยวิกฤต และนำไปสู่กระบวนการพลิกผันถดถอยหลัง

       ในข้อถกเถียงนี้ โลกกำลังพัฒนาได้ทำการตีชิ่งออกจากอุปสงค์ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ขณะที่การเติบโตของประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มจะถูกขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ใน ประเทศตนเอง การขยายตัวของชนชั้นกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีนและอินเดีย กลายเป็นจุดรวมศูนย์ของอุปสงค์แหล่งสำคัญ ทั้งนี้ ไม่แต่เพียงประเทศพัฒนาแล้วที่ได้ผลประโยชน์จากแหล่งอุปสงค์ใหม่แห่งนี้ หากในท้ายที่สุด ทุกประเทศต่างได้ผลประโยชน์จากอุปสงค์ที่ถูกสร้างขึ้นในโลกกำลังพัฒนา

       ผมไม่เคยพบว่าทฤษฎีนี้มีความน่าคล้อยตาม และได้ปฏิเสธข้อเสนอว่าด้วย “การตีจาก”ไปอย่างสิ้นเชิง ผมเห็นว่า สภาพการณ์เมื่อหนึ่งทศวรรษก่อนเกิดวิกฤต ถูกกำหนดด้วยกระบวนการซึ่งขับเคลื่อนโดยความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างภายใน ระบบเศรษฐกิจโลก อันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่มุ่งจะบีบให้ดอกเบี้ยเงินออมขยับสูงขึ้นทั่วโลก ในทัศนะของผม วิกฤตปี 2007 – 2008 เป็นเพียงขั้นแรกในกระบวนการปรับสมดุล โดยที่ว่าในกระบวนการนี้ การบริโภคอย่างเกินเลยภายในโลกพัฒนาแล้ว ถูกปัจจัยเรื่องยอดหนี้สินที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ บีบคั้นให้รีบกลับทิศทาง แต่แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการปรับตัวในส่วนอื่นพร้อมกัน ไป วิกฤตดังกล่าวซึ่งส่งผลกระทบถึงประเทศกำลังพัฒนาแล้วในขณะนี้ แท้จริงคือขั้นตอนที่สองของกระบวนการปรับสมดุลโลก ทั้งนี้ หากนำเอาวิกฤตซับไพรมในสหรัฐฯ มาพิจารณาด้วย ก็ต้องนับให้วิกฤตซับไพรมเป็นขั้นตอนที่ 1 วิกฤตยูโรในภูมิภาคยุโรปเป็นขั้นตอนที่ 2

       ในอันที่จะเข้าใจการเชื่อมโยง เราต้องย้อนกลับไปในช่วงก่อนวิกฤต นับจากวิกฤตโลกปี 2007 – 2008 โลกได้รับความทุกข์จากการที่อุปสงค์อ่อนตัวทั่วโลก อุปสงค์เคยแน่นหนาเมื่อก่อนเกิดวิกฤต แต่ที่แท้แล้วมันคือเครื่องสะท้อนให้เห็นสภาวะการเฟ้อในการบริโภคซึ่งได้ เชื้อเพลิงหนุนโหมจากสินเชื่อ ผนวกกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สูญเปล่าอย่างมหาศาล ส่งผลเป็นความเฟ้อในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ แล้วก็กส่งผลกระทบไปเป็นเงินทุนเพื่อเก็งกำไรที่ทะลักเข้าสู่ประเทศอย่าง สหรัฐฯ และยุโรป

       วิกฤตการเงินคือตัวดับสภาพการณ์ทั้งปวง ภายหลังจากที่ตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทร้พย์ในสหรัฐฯและยุโรปได้ล่มสลายไป พร้อมกับที่ความผวาวิตกในตลาดการเงินไปจำกัดไม่ให้ครัวเรือนสามารถทำการกู้ ได้ ความเฟื่องฟูด้านการบริโภคและความเฟ้อในตลาดอสังหาฯ ภายในหลายหลากภูมิภาคของโลก ก็ถึงคราวอวสาน

       โดยปกติแล้ว อัตราโตของการบริโภคที่อ่อนตัว ควรส่งผลให้การลงทุนชะลอลงไปด้วย ทั้งนี้เป็นไปตามหลักคิดพื้นฐานว่า วัตถุประสงค์ของการลงทุนเพื่อให้เกิดการผลิตในวันนี้ มุ่งเพื่อรับใช้การบริโภคในวันรุ่งขึ้น กระนั้นก็ตาม สิ่งนี้มิได้เกิดขึ้นตามครรลองของมัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือสถานการณ์การบริโภคกลับยิ่งเข้มข้นขึ้นในช่วงปี 2009 – 2010 โดยดำเนินในรูปของความเฟ้อของการลงทุนที่อัดฉีดด้วยเงินกู้โดยมุ่งเข้าไปใน จีน และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ต้นน้ำ การลงทุนที่ทวีตัวขึ้นนี้เป็นไปเพื่อชดเชยผลกระทบที่เกิดจากการบริโภคลดน้อย ในโลกตะวันตก และในขณะเดียวกัน มันก็ไปสร้างผลสะท้อนเดียวกันนั้นขึ้นมา เช่น การล่มสลายของการได้เปรียบดุลบัญชีเดินสะพัดแทบจะไม่ไปกระทบการจ้างงานภายใน ประเทศ เพราะมันถูกชดเชยด้วยการลงทุนในประเทศที่เพิ่มทะยานขึ้นอย่างน่ามหัศจรรย์

       นี้เป็นตัวจุดประกายให้เกิดเสียงวิเคราะห์ว่าด้วย “การฉีกคู่” ขณะที่การบริโภคซึ่งอ่อนตัวลง และการลงทุนในอสังหาฯ ซึ่งลดน้อยหายไปมากภายในยุโรปและสหรัฐฯ ได้บีบคั้นให้อัตราขยายตัวของอุปสงค์โลกลดต่ำลงมา การถ่วงดุลก็จุติอุบัติด้วยอุปสงค์ที่ขยายใหญ่ภายในโลกกำลังพัฒนา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมาจากจีน จึงไม่ต้องประหลาดใจเลยที่สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าอุปสงค์ที่พอกพูนในประเทศ ยากจน ดำเนินอยู่บนความเจ็บปวดของประเทศร่ำรวย

**การฉีกคู่ในทศวรรษ 1970**
       
       อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวไม่อาจจะยั่งยืนได้ ภายในระบบเศรษฐกิจของจีนช่วงนานทีเดียวก่อนที่วิกฤติจะเกิดขึ้น เราได้เห็นกันแล้วถึงปัญหาการลงทุนมากเกินเพื่อสร้างศักยภาพการผลิตของภาค อุตสาหกรรม ภาคอสังหาฯ และภาคก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ภายในประเทศกำลังพัฒนาอย่างบราซิล สิ่งนี้คู่ขนานอยู่กับการลงทุนในการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ต้นน้ำ โดยดำรงอยู่บนสมมุติฐานการเติบโตในจีนซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง อุปสงค์ที่อ่อนตัวลงในประเทศร่ำรวย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริโภคที่ลดน้อยลง ควรจะไปลดปริมาณรวมของการลงทุนโลก เพราะเราเดือดร้อนกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากปัญหาศักยภาพการผลิตล้นเกิน ทั้งนี้ อาจสรุปลงเป็นระบบได้ดังนี้
       
       1. ยุคก่อนวิกฤต โลกได้มีการลงทุนล้นเกินไปแล้วภายในภาคอสังหาฯและในศักยภาพการผลิตของภาค อุตสาหกรรม โดยอยู่บนพื้นฐานที่มีการทำนายอัตราโตของการบริโภคไว้อย่างไม่สมจริง
       
       2. วิกฤตโลกบีบคั้นให้อัตราขยายตัวของการบริโภคต้องร่วงดิ่งลงมา นี้ควรจะตีความได้ว่า หากระดับการลงทุนอยู่ในระดับที่สูงเกินไปในยุคก่อนวิกฤต การลงทุนล้นเกินก็ย่อมต้องรุนแรงมากขึ้นหลังเกิดวิกฤต
       
       3. แทนที่จะหั่นทอนการลงทุน แต่ปรากฏว่าโลกกำลังพัฒนาโต้ตอบกับการร่วงดิ่งของอุปสงค์ในประเทศร่ำรวยโดย ไปเพิ่มการลงทุนอย่างมหาศาล โดยที่ว่าปัจจัยหนุนเนื่องตรงนี้ส่วนหนึ่งมาจากความกังวลว่าความเปลี่ยนแปลง ของระดับการบริโภคในยุโรปและสหรัฐฯ จะเป็นเหตุให้ภาคส่งออกล่มสลาย แล้วไปส่งผลกระทบร้ายแรงต่อปัญหาการว่างงานซึ่งหนักหน่วงอยู่แล้วให้พุ่งสู่ ระดับอันตราย
       
       เห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้ย่อมจะไม่ยั่งยืน และไม่ต้องประหลาดใจเลยที่ปริมาณหนี้สินที่ทะยานสูง ได้ส่งผลในขณะนี้ในทางที่บีบบังคับให้การทะยานตัวของภาคการลงทุนต้องยุติลง ผลก็คือ ปัจจุบันนี้ เรากำลังจะต้องประสบปัญหาอย่างครบเครื่อง คือ อัตราโตชะลอตัวภายในการบริโภคของประเทศร่ำรวย แต่บัดนี้ ปัญหานี้ไม่ได้รับการบรรเทาโดยการขยายตัวของการลงทุนภายในประเทศกำลังพัฒนา หนำซ้ำยังถูกซ้ำเติมด้วยเพราะโลกกำลังพัฒนามีอัตราโตของการลงทุนแผ่วลง ภายในสองสามปีข้างหน้า อุปสงค์จะฟื้นตัวในสหรัฐฯ แต่อุปสงค์จะยังไม่เกิดขึ้นในยุโรป แถมจะอ่อนล้าในโลกกำลังพัฒนาด้วย
       
       พวกเราล้วนเคยได้เห็นเหตุการณ์เหล่านี้กันมาแล้ว ในกลางทศวรรษ 1970 สหรัฐฯและยุโรปต่างติดหล่มอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยเป็นผลกระทบจากหลายๆ ปัจจัยหน้าตาคุ้นเคย อาทิ นโยบายการเงินผ่อนปรนในทศวรรษ 1960 ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งลิ่วทะยานสูง ตลอดจนการหมดงบประมาณมหาศาลให้กับโครงการประชานิยมชื่อดังของประธานาธิบดี จอห์นสัน กับการถลำลึกอยู่ในสงครามเวียดนาม องค์ประกอบเหล่านี้ได้บีบคั้นให้สหรัฐฯ ต้องเข้าสู่ช่วงของการปรับตัวชนิดที่ดูไม่จืดเลย กล่าวคือ แทนที่จะน้อมรับกับภาวะหดตัวของอุปสงค์โลก กลายเป็นว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาถูกท่วมทับด้วยเม็ดเงินต้นทุน ต่ำ ซึ่งอัดฉีดเข้าไปโดยพวกแบงก์ระหว่างประเทศที่เร่งรีไซเคิลเงินฝากที่มาจาก การขายน้ำมันราคาแพง ภาวะท่วมอย่างนี้ไปทวีความรุนแรงของปัญหาการลงทุนเฟ้อในหลากหลายประเทศกำลัง พัฒนา ซึ่งมีการสะสมการขยายตัวมาอย่างต่อเนื่องนานกว่าสิบปีแล้ว ในการนี้ ขณะที่โลกตะวันตกได้รับความเสียหาย แต่พวกเขาก็ยังเติบโตต่อ และอาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่พวกแบงก์เกอร์และนักธุรกิจออก มาพูดกันถึงเรื่องว่าประเทศกำลังพัฒนาตีชิ่งออกจากปัญหาการเติบโตในสหรัฐฯ และยุโรป
       
       ผลสุดท้ายน่าจะเป็นอะไรที่ทายกันได้ไม่ยาก ระดับหนี้สินของประเทศกำลังพัฒนากระฉูดสูงลิ่วตลอดหลายปีท้ายๆ ของทศวรรษ 1970 และทันทีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตระหนักถึงปัญหาเงินเฟ้อในประเทศ ก็ลุกขึ้นมาปิดก๊อกยับยั้งไม่ให้สภาพคล่องทะลักออกสู่ระบบได้ ภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวบีบคั้นให้โลกกำลังพัฒนาทั้งปวง และบรรดาประเทศในละตินอเมริกาทั้งหมด ตกเข้าสู่ “ทศวรรษที่สูญเปล่า” ซึ่งเป็นช่วงที่การเติบโตชะลอตัว การว่างงานสูง ความวุ่นวายทางการเมือง และความทุกข์ยากทางการเงิน แน่นอนว่าในทศวรรษ 1970 เงินทุนหลักที่ขับเคลื่อนให้การลงทุนทะยานตัวนั้น เป็นเงินออมในย่านตะวันออกกลาง ซึ่งมีระดับรายได้จากการขายน้ำมันพุ่งสูงขึ้นมาอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ผู้ คนจะขยายการบริโภคได้ทัน ทุกวันนี้ เงินทุนหลักที่ขับเคลื่อนให้การลงทุนทะยานตัว มาจากเงินออมที่ได้ทวีตัวขึ้นอย่างมหาศาลในจีน โดยที่ความจำกัดเชิงโครงสร้างได้ทำให้ผลผลิตของจีนขยายตัวเร็วเกินกว่าความ สามารถที่จะบริโภคผลิตภัณฑ์และบริการเหล่านั้นได้ทัน
       
       ผลที่ตามมาคือ ตลอดสองสามปีข้างหน้า อุปสงค์โลกจะอ่อนตัวลงหนักข้อกว่าที่เคยเป็นมานับจากช่วงที่เกิดวิกฤต ผู้บริโภคในอเมริกาเหนือ ยุโรป ตลอดจนบรรดาชนชั้นกลางที่เพิ่งเข้าสู่ความรุ่มรวยกันหมาดๆ ทั่วโลก จะเดินหน้าหั่นลดการบริโภคลงเพื่อทำการจ่ายคืนลดหนี้สิน ในท้ายที่สุด นักลงทุนในจีน ละตินอเมริกา และเอเชีย ก็จะปรับตัวกับปัญหาศักยภาพการผลิตล้นเกิน/ปัญหามูลหนี้พุ่งสูง โดยยอมหั่นลดการลงทุน กระนั้นก็ตาม ถ้าเราเอาแต่หั่นค่าใช้จ่ายเพื่อให้สามารถจ่ายคืนหนี้ ภาระหนี้ของเรามีแต่จะเพิ่มขึ้น ภยันตรายที่หนักหนากว่านั้นคือ ยิ่งภาระหนี้วิ่งจี๋ขึ้นไป เราก็จะยิ่งหั่นลดค่าใช้จ่ายสาหัสหนักเข้า และภาระหนี้ก็พุ่งเพิ่มทับซ้อนขึ้นไป (แล้วจะมีบางประเทศทั้งที่ยุโรปและในโลกกำลังพัฒนา ที่จะเข้าสู่ภาวะล้มละลาย)
       
       ไม่มีสิ่งใดในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการปรับเปลี่ยน อุปสงค์อ่อนตัวเพราะระบบเศรษฐกิจโลกได้รับความเสียหายจากแนวโน้มที่การออม ของโลกถูกบีบให้ทวีตัว พร้อมกับบีบให้การบริโภคของโลกลดต่ำลง ทั้งนี้ การบริโภคในอนาคตที่จะถดถอย จะทำให้การลงทุนในปัจจุบันมีอัตรากำไรน้อยลง ดังนั้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคกับการลงทุนซึ่งเป็นปัจจัยควบคู่ที่ส่ง ผลลัพธ์เป็นอุปสงค์ จึงมีแนวโน้มจะชะงักงันไปเนิ่นนานหลายปี
       
       **ความบีบคั้นต่อครัวเรือนระดับกลาง**
       
       มีอยู่ 2 กระบวนการที่ถูกกล่าวโทษหนักที่สุดว่าเป็นตัวการให้อุปสงค์อ่อนล้า ประการแรก คนรวยบริโภครายได้น้อยกว่าที่คนจนจับจ่ายใช้สอยรายได้ที่รับมา โดยที่ความไม่เท่าเทียมของรายได้ซึ่งทวีตัวขึ้นในหลายๆ ประเทศ เช่น สหรัฐฯ ส่งผลเป็นการบีบคั้นต่ออัตราการออม ประการที่สอง นโยบายที่ส่งผลเป็นการกดดันให้รายได้ของครัวเรือนลดลงเมื่อเทียบกับจีดีพี รวมของประเทศ สภาพการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอยู่ในประเทศอย่างจีนและเยอรมนี ความไม่สมดุลของรายได้ส่งผลบีบคั้นต่ออัตราเงินออมในประเทศเหล่านี้ไปสู่ ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
       
       นับเป็นหลายปีทีเดียวที่เงินออมส่วนเกินของประเทศร่ำรวยและประเทศที่ มีความไม่สมดุลรุนแรงด้านรายได้ เป็นปัจจัยที่หนุนเนื่องความเฟ้อในการบริโภคที่เกิดขึ้นท่ามกลางชนชั้นกลาง ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสหรัฐฯ และยุโรป อย่างไรก็ตาม วิกฤตปี 2007 – 2008 ได้มายุติเจ้ากระบวนการซึ่งไม่อาจจะดำเนินยั่งยืนไปได้เรื่อยๆ นี้ลงแล้ว
       
       เราควรจะมาทบทวนดูว่าแนวโน้มเชิงโครงสร้างที่บีบคั้นให้การออมพุ่ง เพิ่มขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่อาจจะเลี่ยงได้สักระยะหนึ่ง โดยการเร่งการบริโภคให้เฟ้อด้วยการอัดฉีดของสินเชื่อ หรือมิเช่นนั้นก็โดยการเร่งเคลื่อนการลงทุนแบบไม่ก่อเกิดการผลิตให้มากยิ่ง ขึ้นอีก ทั้งสองแนวนี้เกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลกในทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งสองทางนี้ต่างก็ไม่อาจจะยั่งยืนได้ กล่าวคือ ในระบบเศรษฐกิจของโลกซึ่งเป็นระบบปิดนั้น มีเพียงสองทางที่จะบีบให้อัตราเงินออมเพิ่มได้อย่างยั่งยืน ทางหนึ่งคือ การเพิ่มการลงทุนที่ก่อให้เกิดการผลิต หรือมิเช่นนั้นก็ได้แก่การปล่อยให้ปัญหาว่างงานของโลกพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
       
       ปัจจุบันนี้ โลกของเราเผชิญอยู่กับสองทางเลือก ขณะที่โลกกำลังพัฒนาพากันเดินหน้าหั่นลดค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนที่สิ้น เปลืองสูญเปล่านั้น หนทางเดียวที่จะเพิ่มการลงทุนที่ก่อให้เกิดการผลิต อยู่ที่ว่าประเทศต่างๆ ซึ่งมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ (สหรัฐฯเป็นรายที่เห็นชัด และยังมีอินเดียกับประเทศอื่นๆ ที่ละเลยการลงทุนภายในประเทศมานาน) จะต้องมาเข้าร่วมในการสร้างยุคนิวดีลระดับโลก
       
       หากไม่ทำดังนั้น โลกย่อมจะไม่เหลือทางเลือกอื่นใด นอกจากการจมอยู่ในปัญหาการว่างงานรุนแรงต่อไปอีกหลายปี จนกว่าประเทศอย่างสหรัฐฯ ทำการกระจายรายได้ลงไปให้ทั่วถึง และประเทศอย่างจีน ทำการเพิ่มสัดส่วนของรายได้ครัวเรือนต่อมูลค่าจีดีพีรวม ในการนี้ การดำเนินการทั้งสองประการล้วนแต่ไม่ง่ายเลยในบริบททางการเมือง อย่างไรก็ตาม ตราบที่รายได้ของครัวเรือนปกติทั่วไปในประเทศต่างๆ ทั่วโลกยังไม่ได้เป็นสัดส่วนใหญ่ในโครงสร้างรวมของจีดีพีโลก ซึ่งพวกเขาเสียโอกาสไปในช่วงสองทศวรรษที่เสียเปล่า ตราบนั้นโลกก็จะยังคงต้องเผชิญอยู่แต่กับทางเลือกเดิมๆ คือ ปริมาณหนี้เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง การลงทุนที่ก่อให้เกิดการผลิตเพิ่มมากขึ้น หรือการจมอยู่ในปัญหาว่างงานรุนแรงทั่วโลก ซึ่งจะเป็นเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งทางการค้า
       
       ตลาดเกิดใหม่อาจจะสามารถฟื้นตัวดีขึ้นมาในไม่ช้า แต่การฟื้นตัวก็จะต้องเผชิญกับปัญหาร้ายๆ ชุดเดิม ในระหว่างที่ยังไม่เกิดการฟื้นตัว การขาดความสมดุลในโลกก็จะไม่หายไปไหน และตราบที่ยังไม่เกิดยุคนิวดีลทั่วโลก โลกจะมีเพียงทางเลือกเดียวในปัญหาอุปสงค์อ่อนตัว คือภาระหนี้พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกว่านั้น โลกจะถูกสำทับซ้ำเติมด้วยความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งมิได้เกิดเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา หากเกิดขึ้นในยุโรปส่วนที่อ่อนแอจัดๆ พร้อมกันนี้ เราสามารถเตรียมใจไว้พบเห็นว่า ทุกข์เข็ญในประเทศกำลังพัฒนาจะสาหัสหนักข้อยิ่งๆ ขึ้นไปในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
       
       ไมเคิล เปตติส ทำงานอยู่ในกองทุนคาร์เนกี้เพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ (the Carnegie Endowment for International Peace) และเป็นศาสตราจารย์ด้านการเงิน ณ สำนัก Guanghua School of Management แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง โดยเป็นผู้ชำนาญการตลาดการเงินจีน เขาเคยสอนที่สำนัก School of Economics and Management แห่งมหาวิทยาลัยชิงหวา ระหว่างปี 2002 – 2004 และที่สำนัก Graduate School of Business แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระหว่างปี 1992 – 2001 นอกจากนั้น เขาเป็นหัวหน้าคณะนักยุทธศาสตร์ ของบริษัทหลักทรัพย์ Guosen Securities (HK) ซึ่งเป็นวานิชธนกิจจากเซินเจิ้น

โดย ไมเคิล เปตติส

20 มีนาคม 2557

 (เก็บความจากเอเชียไทมส์ออนไลน์ www.atimes.com)
       
       Will emerging markets come back?
       By MICHAEL PETTIS
       05/03/2014

JoomSpirit